วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สรุปงานวิจัยที่ 11

จากที่ได้อ่านดูในงานวิจัยนี้ เหมือนเขาจะพูดถึง web service ว่ามันคืออะไร การนำเอาไปใช้แก้ปัญหา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดย Algorithm ที่นำมาใช้ในการทำ web service อย่างไร มีการนำไปใช้ประโยชน์เพื่ออะไร แล้วในอนาคตจะมีการพัฒนาขึ้นอย่างไร ซึ่งปัจจุบันการติดต่อกันระหว่างธุรกิจกับธุรกิจมีการนำเอาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานสูงมาก web service จึงมีบทบาทเข้ามาช่วยในการติดต่อสื่อสาร
จากเหตุการณ์สมมุติตัวอย่างที่เขาได้นำมานั้นจะบอกถึงการจองตั๋วเครื่องบิน และการจองโรงแรม โดยถ้าดูจากภาพระบบ ที่นำมายกตัวอย่าง โดยจะมีปัญหาเกิดขึ้นนั้นก็คือ ตัวแทนในการจองตั๋วเครื่องบินและการจองโรงแรมมีความยุ่งยากเพราะเมื่อลูกค้าติดต่อขอจองตั๋วหรือห้องพักนั้นทางตัวแทนก็จะต้องติดต่อหรือเดิมทางไปยังผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องหรือโรงแรม ซึ่งเกิดการล้าช้าและเกิดข้อผิดพลาดได้สูง
ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จากเหตุการณ์สมมุตินี้จึงได้มีการนำเอา web service เข้ามาเพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย โดยที่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ จากนั้นในงานวิจัยได้อธิบายต่อว่า web service การนำไปใช้ในด้านต่างๆนั้น ก็จะต้องมีตัวสื่อกลางในการสื่อสารข้อมูลของ web service โดยจะมี WSDL ที่เป็นตัวสื่อกลางของweb service หรือ จะบอกว่ามันเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันบนระบบเครือข่าย โดย WSDL จะมีรูปแบบในการสื่อสารผ่านตัว XML
จากงานวิจัยนี้ เขาได้นำแบบจำลองหรือแนวทางของ web service มา 2 ตัว นั้นก็คือ Industry Solution คือweb service ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้ตัว WSDL + BPEL4WS ซึ่งเขาได้อธิบายเป็น และตัวที่ 2 จะเป็น Semantic Web Solution คือจะเป็นใช้อธิบายตัว ระบุหรือตัวอธิบายข้อมูล(ผมงงอยู่ ที่เกี่ยวกับ domain ) โดยเขาจะอธิบายโดย RDF/DAML-S + Golog/Planning
ทั้งนี้ได้มีการบอกถึงตัวการนำweb service ไปใช้งานในอนาคต ให้บริการของ web service แม้ว่าจะปัญหาเหล่านี้มีลักษณะคล้ายกับการวางแผนการแก้ไขปัญหาก็ดูเหมือนจะไม่ได้โดยตรงในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีการวางแผน AI เข้ามาช่วยในการพัฒนา web service เพิ่มใช้ในการลดปัญหาในปัจจุบัน

ปล. ดูจากเอกสารที่ให้อ่านนะครับ ผิดถูกอย่างไรก็ขออภัย เพราะไม่เก่งภาษาอังกฤษเลย google ช่วยบ้างอะไรบ้างว่ากันไป เพิ่มเติ่มตามความคิดบ้าง

อ้างอิงจาก : [B. Srivastava & J. Koehler]. Web Service Composition - Current Solutions and Open Problems.
File ที่ 11 นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การประเมินแบบ 360องศาเข้ามาใช้นั้น มีข้อดีอย่างไรข้อเสียอย่างไร

การบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศประยุกต์ใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติบุคลากรในองค์กร แบบ 360องศา ถ้าถามว่ามีดีหรือไม่ ผมเองก็ตอบไม่ได้เพราะขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นๆว่า มีสภาพแวดล้อมทางบุคคลเป็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะสิ่งใดนั้นก็จะมีทั้งข้อดีข้อเสียอย่างแน่นอน ผมเลยจะขอบอกในทางภาพรวมว่าการนำการประเมินแบบ 360องศาเข้ามาใช้นั้น มีข้อดีอย่างไรข้อเสียอย่างไร
ข้อดีในการใช้การประเมินแบบ 360 องศา
-                  สามารถมองเห็นพฤติกรรมของบุคลากรที่มีต่อองค์กร ต่อการทำงาน ต่อเพื่อนร่วมงานว่าเป็นอย่างไรแล้วสามารถเป็นแนวทางในการปรับพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อองค์กรได้
-                    สามารถมองเห็นถึงปัญหาโดยรวมขององค์กรแล้วนำปัญหาเหล่านั้นมาช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
-                    สามารถช่วยในการจัดกิจกรรมหรือส่งเสริมในการพัฒนาตัวบุคลากรภายในองค์กรได้
-                    มีความรวดเร็วในการประเมินถ้าได้นำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการประเมิน ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรกระดาษ
ข้อเสียในการใช้การประเมินแบบ 360 องศา
-                    อาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงไปตรงมานักเพราะอาจจะมีคนในองค์กรไม่ให้ความร่วมมือ หรือคนในองค์กรไม่มีความสามัคคีกัน
-                    อาจจะเกิดการโกงเกิดขึ้นโดยอาจจะมีการว่าจ้างหรือการประเมินที่ไม่ซื่อสัตย์เกิดขึ้นมาจึงทำให้การประเมินหรือข้อสรุปนั้นๆ อาจจะไม่ได้ช่วยให้องค์กรพัฒนาขึ้น
-                    อาจจะเป็นการต่อต้านในการนำระบบสารสนเทศเข้ามาใช้ ยิ่งถ้าเป็นบุคลากรภายในองค์กรที่ไม่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์
การที่จะได้นำการประเมินแบบ 360 องศา เข้ามาประเมินได้อย่างเหมาะสมนั้น ก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น มันจะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละองค์กร ว่าภายในองค์กรเป็นอย่างไร ถึงจะออกแบบการประเมินได้อย่างเหมาะสม โดยการประเมินนั้นแน่นอนว่า มีอยู่หลายๆแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบ เป็นการให้คะแนนเป็นข้อๆหรือการตอบแบบสอบถาม การโหวต เป็นต้น แต่ผมว่าถ้าจะดูพฤติกรรมของบุคลากรในองค์กรแล้วนั้น การสังเกต น่าจะนำเข้ามาใช้ร่วม การตอบแบบสอบถามหรือการโหวต
แล้วการที่นำการสังเกตเข้ามาร่วมแน่นอนว่า ถ้าไม่ใช้สารสนเทศแล้วละก็ มีข้อเสียแน่นอนไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาในการสังเกตบุคลากรแต่ละคน การเสียทรัพยากรบุคคลเพื่อใช้ในการสังเกต การจ้างบุคคลในการสังเกต และอื่นๆ ผมจึงมีแนวคิดในการสร้าง ระบบ EMDAI ( Evaluate Motion Detection  Artificial Intelligence) คือระบบตรวจจับและประเมินพฤติกรรมภายในองค์กร โดยผมจะอธิบายหลักการเชิงเทคนิค คือหลักการจะมีอยู่ 2 ส่วน
ส่วนที่ 1 ใช้ในการจับพฤติกรรมโดยจะใช้กล้องติดตั้งไว้ทุกๆหน่วยงานภายในองค์กร ใช้เทคนิคของ Motion Detection เพื่อจับการเคลื่อนไหวหรือพฤติกรรม และนำเทคนิค Motion Capture , Image Process เข้ามาเพื่อระบุตัวตนว่าเป็นใครแล้วนำข้อมูลพฤติกรรมนั้นจัดเก็บ โดยใช้ Artificial Intelligence ในการวิเคราะห์เพื่อจัดเก็บข้อมูล
ส่วนที่ 2 การประเมิน ก็จะใช้ตัว Artificial Intelligence เข้ามาใช้ในการวิเคราะห์และประเมินตามมูลเชิงพฤติกรรมที่ได้จัดข้อมูลก่อนหน้านั้น แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาสรุปว่าบุคลากรคนใดมีพฤติกรรมต่อองค์กรอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นแค่แนวคิดที่จะช่วยในการประเมินบุคลากรภายในองค์กร และอาจจะมีการพัฒนาได้ยาก ซึ่งแน่นอนปัญหาที่จะนำระบบที่ผมได้คิดขึ้นไปพัฒนาใช้งานนั้น มีตามมาอย่างแน่นอน เช่น ปัจจัย 4 เป็นต้น แต่ผมอยากบอกว่าไม่ว่าระบบหรือสิ่งใดๆบนไม่มีอะไรดี 100% อย่างแน่นอน

การนำเอา GIS เข้ามาพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี

                การนำเอา GIS เข้ามาพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานี นั้นจะมีในด้านใดบ้าง ก่อนที่จะทราบว่าจะนำเอา GIS เข้ามาใช้ประโยชน์อย่างไรนั้น ผมอยากจะขอยกตัวอย่าง การใช้ GIS ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาก่อน นั้นก็คือ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งโครงการนี้ผมได้อ่านเจอในเว็บไซต์ คือโครงการ ศูนย์การพัฒนาพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุบลราชธานี เขตพื้นที่ บ.ทุ่งสมเด็จ หมู่ที่ 17 ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีการเกิดปัญหาความอดอยากยากจนเป็นผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่ด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการนำเอา GIS เข้ามาช่วยในการสำรวจเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อนำมาพัฒนาและช่วยเหลือราชราษฎร ทำให้ให้ราษฎรสามารถทำการเพาะปลูกผลิตอาหารบริโภคได้เองได้  นี้เป็นเพียงตัวอย่างโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งยังมีอีกหลายๆโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริที่ช่วยเหลือราชราษฎรทั่วทุกมุมของประเทศไทย ซึ่งระบบที่สำคัญในการพัฒนานั้น แน่นอนว่าจะต้องมีแผนที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือการนำเอา GIS เข้ามาใช้ดำเนินโครงการอันเนื่องจากพระราชดำริ
                แล้วจะการนำระบบ GIS มาพัฒนาเมืองอุบลฯให้ดีขึ้นอย่างไรนั้น ผมอาจจะมองได้ว่าตัว GIS นั้นสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้พัฒนา และแก้ปัญหาโดยใช้ GIS ที่แสดงผลออกมาในรูปแบบ Digital เพื่อนำมาวิเคราะห์ที่จะนำมาช่วยเหลืออย่างไร ดังนี้
                ด้านที่ใช้พัฒนาเมืองอุบล
-  การนำเอา GIS เข้ามาช่วยในการสำรวจพื้นที่ทำกินของชาวอุบลเพื่อช่วยให้หน่วยงานราชการเข้าไปช่วยพัฒนาได้ถูกพื้นที่ เช่น ในพื้นที่ ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน เป็นต้น
- การนำเอา GIS เข้ามาพัฒนาการท่องเที่ยวคือการนำเอา GIS เข้ามาใช้ในการจำลองเส้นทางในการท่องเที่ยวของเมืองอุบลไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนก็สามารถมองเห็นเส้นทางที่จะท่องเที่ยวและเป็นการรับ อาเซียนที่จะมีหลายนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวต่างชาติเข้ามาด้วยแล้วยิ่งจำเป็นต้องใช้งาน GIS ทั้งนี้ร่วมไปถึงเส้นทางของหน่วยงานต่างๆอีกด้วย
                - การนำเอา GIS ด้านสาธารณสุข โดยจะนำข้อมูลแต่ละพื้นที่มาวิเคราะห์เพื่อที่จะทำพัฒนาพื้นที่นั้นมี
สาธารสุขที่ดี เช่น สำรวจดูว่าในพื้นที่ไหน ต.ไหน ที่ควรจะพัฒนาหรือการส่งเสริมในด้านสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น
                ด้านที่ใช้แก้ปัญหาเมืองอุบล
                - การนำเอา GIS ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม พายุเข้า ไฟไหม้ สามารถเอา GIS วิเคราะห์เพื่อจะนำเป็นช่วยลดปัญหาเหล่านั้นลง เช่น เมื่อปีที่ผ่านๆมาจังหวัดอุบลฯประสบปัญหาน้ำท่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเล็งเห็นปัญหาและได้แก้ปัญหานั้นได้อย่างชัดเจน โดยได้ข้อมูลของ GIS เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
                - การนำเอา GIS แก้ปัญหาในการซ่อมแซมถนน ซึ่งในจังหวัดอุบลฯนั้น ในหลายๆพื้นที่ จากประสบการณ์ของตนเองได้รู้ว่าในหลายเส้นทางนั้น ทรุดโทรมมาก แต่ถ้าได้นำเอา GIS เข้ามาช่วยหน่วยงานที่รับผิดชอบก็จะได้ซ่อมแซมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                -  การนำเอา GIS นำมาสำรวจพื้นที่อาชญากรรม เป็นมีประโยชน์ต่อทางตำรวจอย่างแน่นอน โดยใช้ GIS เข้ามาเพื่อสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลฯถ้าพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่ที่มีอาชญากรรมมากก็ให้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังพื้นที่นั้นๆ เมืองอุบลฯจะได้ลดปัญหาอาชญากรรมลงได้
                จากการนำ GIS เข้ามาช่วยได้ด้านต่างๆนั้นไม่ได้มีแค่นี้ เพราะการนำ GIS เข้ามาใช้ได้อีกหลายๆอย่างมาก เช่น การสำรวจการชำระภาษีแต่ละครัวเรือน การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การสำรวจสภาพอากาศ การสำรวจการใช้จ่ายของคนจังหวัดอุบล และอื่นๆอีกเยอะมาก แต่เพื่อเป็นการให้แนวคิดจึงขอพูดไว้แค่นี้

อ้างอิง :  http://84th.rtsd.mi.th/project/project-95.asp เว็บไซต์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ศูนย์ข้อมูล แหล่งเรียนรู้ของ true


                ทำไมถึงเลือกเว็บไซต์นี้ โดยส่วนตัวของผู้เขียนเองนั้นพอดีว่าผมได้มีตัวโปรแกรมที่ผมอยากทำหรือพัฒนาขึ้นมาแต่เผอิญว่าความรู้ที่มีอยู่อันน้อยนิดของผมนั้นไม่เพียงพอในการใช้พัฒนาตัวโปรแกรมเพราะต้องใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์จำนวนมากเข้ามาใช้ ซึ่งส่วนตัวผมนั้นด้านตรรกะพอมีเพราะผมเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่ได้ทางด้านหาพื้นที่ทางคณิตหรือเชิงคำนวณที่ซับซ้อน แทบจะเท่ากับ 0 ผมจึงได้ ถาม Google แล้วไปเจอเว็บๆหนึ่งเข้า ซึ่งผมคิดว่ามันจะต้องเป็นเว็บที่ให้ความรู้ได้ดี พอเข้าไปดูหรือใช้งานก็ถือว่าทำได้ดี จึงนำเว็บนี้มาให้ชมกัน
                ส่วนเรื่องมีการสอดคล้องต่อนโยบายอย่างไรนั้น สอดคล้องในเรื่องการศึกษาอย่างแน่นอนเพาะเท่าที่ได้เข้าไปใช้งานนั้น เป็นแหล่งข้อมูลที่มีทั้งวีดีทัศ ทั้งแบบฝึกหัด สื่อมัลติมีเดีย ในหลายๆสาขาวิชา ซึ่งมีประโยชน์ในการศึกษามากในการนำเอาสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาของประเทศให้ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลองเข้าไปใช้งานดูนะครับผมว่าน่าจะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่สำหรับผมมันมีประโยชน์พอสมควร


เข้าชมเว็บไซต์ http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge.php

ศูนย์ข้อมูลมรดกโลกของประเทศไทย


                สิ่งที่ชอบและเลือกเว็บไซต์นี้ ก็เพราะว่าในประเทศไทยนั้น อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะได้เข้าร่วมประชาคมอาเซียนแล้วจะได้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและการบิน แต่ในที่นี้ผมขอยกมาเฉพาะเรื่องท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย แต่สถานที่บ้างแห่งในประเทศท่านรู้ไหมว่า ได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แน่นอนว่าถ้าเป็นระดับโลกแล้ว ต้องบอกได้เลยว่าเป็นสถานทีท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศแน่ และอีกประเด็นก็คือเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ผมเลยเลือกเว็บนี้มาให้ชม
                ส่วนเรื่องมีการสอดคล้องต่อนโยบายอย่างไรนั้น สอดคล้องในเรื่องที่กับข้องการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเผยแพร่ เมื่อดูจากสถานที่แต่ละในแต่แห่งที่เป็นมรดกโลก ได้มีของมูล ที่เป็นตัวหนังสือ วีดีทัศของสถานที่ที่เป็นมรดกโลกแต่ละแห่ง



เข้าชมเว็บไซต์ http://www.thaiwhic.go.th/index.aspx

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิสัยทัศการท่องเที่ยวของจังหวัดอุบลราชธานี โดยนำ IT เข้ามาใช้


การใช้ IT สนับสนุนวิสัยทัศ มหานครการท่องเทียวของอาเซียน
                ควรมีการนำเอา IT เข้ามาช่วยให้การเพิ่มศักยภาพในหลายๆด้าน แต่ที่ได้เน้นก็จะเป็นการท่องเที่ยวที่จะทำให้เมืองอุบลเป็น มหานครแห่งการท่องเที่ยวของอาเซียนแต่จะนำ IT เข้ามาช่วยอย่างไรนั้น ต้องมองไปถึงสิ่งที่อาจารย์ได้บอกว่าเที่ยวแบบ 3 ธ. คือ ธรรมชาติ ธรรมะ และธรรมดา แต่ก่อนที่จะนำ IT เข้าเป็นใช้ใน 3 ธ.นั้น ผมเชื่อว่าอาเซียนที่จะมาเข้ามามีบทบาทนี้สิ่งที่สำคัญคือภาษา ดังนั้นควรจะพัฒนาด้านโดยอาจจะจัดสร้าง application ที่ช่วยให้การแปลภาษาสากลเข้ามาช่วยในการแปลภาษาที่ใช้งานผ่านระบบเสียง
                วิสัยทัศการท่องเที่ยวแบบ 3 ธ. ที่ท่านอาจารย์ได้เกิ่นนำขึ้นนั้นคือ ธรรมชาติ ธรรมะ และธรรมดา ควรจะสร้างแหล่งความรู้การท่องเที่ยวเหล่านี้ไว้หรือสร้างศูนย์การท่องเที่ยวประจำจังหวัดที่จะเป็นตัวเก็บรวยรวมประวัติความเป็นมาตัวแต่อดีตจนถึงปัจจุบันขึ้น จัดสร้างและกระจายศูนย์เหล่านี้ไปในทุกๆอำเภอของจังหวัดอุบลฯ แล้วเราจะเอา IT เข้าไปช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบ 3 ธ.ได้อย่างไร
ธ. ที่1 ธรรมชาติ เมื่อเรานึกถึงธรรมชาติ ก็ต้องนึกถึงป่า เขา ลำเนา ไพร แล้วเมื่อคิดดูว่าใน จ.อุบลฯ นั้นสิ่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติๆนี้ มีอยู่หลายๆแห่ง ไม่ว่าจะเป็นอุทยาน ภูจองนายอย ผาแต้ม และอื่นๆอีกมากมาย ให้ศูนย์แหล่งความรู้การท่องเที่ยวประจำจังหวัด นำ GIS เข้ามาใช้เป็นแบบจำลองพื้นที่ในการท่องเที่ยวหรือเส้นทางการท่องเที่ยวแต่ละสถานที่ แล้วจากนั้นนำระบบ GPS เข้ามาช่วยในการนำทางหรือเป็นไกด์นำทางในกรณีที่ชอบการผจญภัย
ธ. ที่2 ธรรมะ แน่นอนว่าเมืองอุบลฯเป็นเมืองที่มีศาสนาส่วนใหญ่เป็น ศาสนาพุทธ วัดวาอารามต่างๆที่มีอยู่ในจังหวัดอุบลฯนั้นมากมาย ล้วนแล้วแต่มีความสวยงามและรวมไปถึงประเพณีต่างๆทางพุทธศาสนาของจังหวัด เพราะฉะนั้นควรนำการสื่อสารที่มีความก้าวหน้ามาใช้งาน เช่น G3 เพื่อเป็นการเผยแพร่ ใช้ Multi Media เข้ามาเป็นตัวโฆษณา หรือสร้างระบบนำทาง ไหว้พระ 9 วัด โดยนำตัว GPS เข้าช่วยนำทาง เป็นต้น
ธ. ที่3 ธรรมดา การเที่ยวแบบธรรมดาในที่นี้ คือการได้ไปเที่ยวแบบพื้นบ้านๆ คือไปพักอาศัยตามหมู่บ้านต่างๆส่วนใหญ่จะออกไปทางชนบท แต่นักท่องเที่ยวจะทราบได้อย่างไรว่าหมู่บ้านไหนที่สามารถให้เข้าไปเที่ยว แต่ในความธรรมดาที่ไม่ธรรมดานี้ นำระบบ IT เข้ามาใช้โดยให้หมู่ที่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลมาเป็นตัวบอกสถานะว่ามีหมู่บ้านไหนในจังหวัดที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ สามารถเช็คจำนวนนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย เพื่อนำมาสร้างเป็นโปรโมทชั่นที่สนับสนุน ว่าหมู่บ้านไหนมีนักท่องเที่ยวมาก็จะมีการให้เครดิตหมู่บ้านนั้นๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นไปในตัว